สิ่งที่ควรรู้ก่อนแปลและรับรองเอกสาร เพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ แนวปฏิบัติและขั้นตอนการรับรองเอกสาร (Legalization) ฉบับปรับปรุง
ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การรับรองเอกสารเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสามารถตรวจสอบได้
การอัปเดตครั้งนี้ แม้หลักการโดยรวมจะยังคงเดิม แต่มีรายละเอียดในเชิงขั้นตอน รูปแบบ และลำดับการดำเนินการที่ ผู้ใช้เอกสารควรทราบ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนำเอกสารไปใช้ในต่างประเทศ หรือยื่นต่อหน่วยงานที่อ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศ
หลักการสำคัญของการรับรองเอกสารตามกฎหมายใหม่
ตามแนวปฏิบัติที่ระบุไว้ในเอกสาร
การรับรองเอกสาร (Legalization) มีสาระสำคัญคือ
กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ความถูกต้องของลายมือชื่อ ตราประทับ และสถานะของผู้ลงนาม
มิได้เป็นการรับรองเนื้อหาของเอกสาร
ดังนั้น การรับรองจะพิจารณาจาก
- ผู้ลงนามมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่
- ลายมือชื่อและตราประทับตรงกับฐานข้อมูลหรือไม่
- เอกสารผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามลำดับหรือไม่
หากขั้นตอนใดไม่ครบถ้วน การรับรองอาจไม่สมบูรณ์ และเอกสารอาจไม่สามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์
ขั้นตอนการรับรองเอกสาร (Legalization) ตามแนวปฏิบัติล่าสุด
จากเอกสารแนบ สามารถสรุปขั้นตอนสำคัญได้ดังนี้
https://image.mfa.go.th/mfa/0/zE6021nSnu/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/0304_act2025.pdf
1️⃣ การจัดเตรียมเอกสาร
เอกสารที่นำมารับรองต้องเป็น
- เอกสารราชการที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ
หรือ - เอกสารเอกชนที่มีการรับรองลายมือชื่ออย่างถูกต้อง
ในกรณีเอกสารเอกชน เช่น สัญญา หนังสือมอบอำนาจ หรือหนังสือรับรองต่าง ๆ
จำเป็นต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อจากผู้มีอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดก่อน
2️⃣ การแปลเอกสารและการรับรองคำแปล
หากเอกสารไม่ใช่ภาษาที่หน่วยงานปลายทางใช้
ต้องมีการแปลเอกสาร และจัดทำคำรับรองคำแปล (Certified Translation)
ตามแนวปฏิบัติใหม่ คำรับรองคำแปลต้อง
- ระบุข้อความรับรองอย่างชัดเจน
- ระบุผู้แปลและผู้รับรองคำแปล
- สอดคล้องกับรูปแบบที่กระทรวงการต่างประเทศยอมรับ
3️⃣ การยื่นรับรองกับกระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณารับรอง
- ลายมือชื่อ
- ตราประทับ
- สถานะของผู้ลงนามในเอกสาร
โดยมีการใช้ระบบตรวจสอบ เช่น หมายเลขอ้างอิง หรือ QR Code
เพื่อเพิ่มความถูกต้องและความโปร่งใสในการตรวจสอบเอกสาร
4️⃣ การรับรองเพิ่มเติมจากสถานทูตหรือกงสุล (ถ้ามี)
สำหรับบางประเทศ เอกสารที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
อาจต้องนำไปรับรองเพิ่มเติมจาก
- สถานเอกอัครราชทูต
- สถานกงสุลใหญ่
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของประเทศปลายทางเป็นสำคัญ
เหตุผลที่ควรเลือกผู้ให้บริการที่ทำตามแนวปฏิบัติล่าสุด
เนื่องจากกฎหมายและแนวปฏิบัติได้รับการปรับปรุง
การดำเนินการรับรองเอกสารในปัจจุบันจึงต้องอาศัย
- ความเข้าใจด้านกฎหมาย
- ความเข้าใจด้านขั้นตอนราชการ
- และความละเอียดในเชิงเอกสาร
การเลือกผู้ให้บริการที่ติดตามและปฏิบัติตามแนวทางล่าสุด
จะช่วยให้เอกสาร
- ดำเนินการได้อย่างราบรื่น
- ลดความจำเป็นในการแก้ไขซ้ำ
- และสามารถนำไปใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์
เอกสารที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เอกสารที่มักต้องอ้างอิงขั้นตอนตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด ได้แก่
- เอกสารราชการแปลภาษา
- เอกสารศาลและคำพิพากษา
- หนังสือมอบอำนาจ
- เอกสารบริษัทและ Affidavit
- วุฒิการศึกษาและเอกสารการศึกษา
- เอกสารสำหรับใช้ในต่างประเทศทุกประเภท
สรุป
การอัปเดตกฎหมายและแนวปฏิบัติการรับรองเอกสาร
มีเป้าหมายเพื่อให้การใช้งานเอกสารมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน
สำหรับผู้ที่กำลังจะแปลและรับรองเอกสาร
การเลือกดำเนินการตามขั้นตอนที่อัปเดตล่าสุดตั้งแต่ต้น
จะช่วยให้เอกสารสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย
หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการรับรองเอกสารตามแนวปฏิบัติล่าสุด
สามารถสอบถามเพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับเอกสารของแต่ละกรณีได้ค่ะ
สามารถปรึกษาฟรีได้ทันทีผ่านแชททางด้านขวา หรือตามช่องทางต่อไปนี้ค่ะ
📧 Email: wpk.notary@gmail.com
📍 Facebook: WPK Notary
📲 Line: @519clses