You are using an outdated browser. For a faster, safer browsing experience, upgrade for free today.

การแปลเอกสารยื่นต่อศาล: เมื่อคำแปลกลายเป็นพยานหลักฐาน

การแปลเอกสารยื่นต่อศาล: เมื่อคำแปลกลายเป็นพยานหลักฐาน

ในการดำเนินคดีที่มีเอกสารภาษาต่างประเทศเกี่ยวข้อง ศาลไม่ได้พิจารณาจากต้นฉบับเพียงอย่างเดียว แต่ใช้คำแปลที่คู่ความยื่นต่อศาลเป็นหลัก คำแปลจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยให้เข้าใจภาษา หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานที่ศาลนำไปใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

คู่ความที่อ้างเอกสารต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงจากความไม่ถูกต้องของคำแปล

แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างสม่ำเสมอว่า เอกสารภาษาต่างประเทศที่นำมาอ้างเป็นพยานหลักฐาน ต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ หากคำแปลคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ หรือทำให้สาระสำคัญของเอกสารเปลี่ยนไป ศาลอาจไม่รับฟังเอกสารนั้น หรือรับฟังได้เพียงบางส่วน โดยคู่ความที่อ้างเอกสารต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงจากความไม่ถูกต้องของคำแปลดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2504 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักการนี้ได้อย่างชัดเจน ในคดีดังกล่าว ศาลยึดถือคำแปลเอกสารภาษาต่างประเทศที่โจทก์รับรองความถูกต้องและยื่นต่อศาลเป็นหลักในการพิจารณา เมื่อคำแปลมีผลทำให้ตัวเลขค่าเสียหายแตกต่างจากต้นฉบับ และไม่มีการโต้แย้งแก้ไขคำแปลก่อนเสร็จสำนวน อนึ่ง ศาลจะรับรู้ต้นฉบับภาษาต่างประเทศว่ามีข้อความอย่างไรไม่ได้ กรณีต่างกับ สำเนาเอกสารที่มีต้นฉบับ (เป็นภาษาไทย) ในสำนวนซึ่งศาลย่อมตรวจดู ต้นฉบับได้ ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยคดีโดยอาศัยคำแปลนั้นเป็นฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลแห่งคดี 

แนวคำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลไม่สามารถรับรู้ต้นฉบับภาษาต่างประเทศได้โดยตรงในทางปฏิบัติ แต่ต้องอาศัยคำแปลเป็นตัวกลางของข้อเท็จจริง หากตัวกลางนั้นไม่ถูกต้อง ความเข้าใจของศาลย่อมคลาดเคลื่อนไปด้วย แม้ข้อเท็จจริงตามต้นฉบับจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง ศาลฎีกายังเคยวินิจฉัยไว้ในหลายคดี เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2797/2521 และ 3136/2543 ว่า การยื่นเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาลไม่จำเป็นต้องมีคำแปลเสมอไป เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าจำเป็นต่อการพิจารณา เมื่อศาลมีคำสั่งให้จัดทำคำแปล คู่ความจึงมีหน้าที่ต้องจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองให้เรียบร้อย หลักการนี้สะท้อนว่า “ความจำเป็นของคำแปล” ขึ้นอยู่กับผลต่อการวินิจฉัยคดี ไม่ใช่เพียงรูปแบบทางเอกสาร

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 การอ้างพยานเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลภาษาไทยและคำรับรองของผู้แปล ศาลจะใช้คำแปลดังกล่าวเป็นหลักในการพิจารณา และเปิดโอกาสให้คู่ความอีกฝ่ายคัดค้าน หากเห็นว่าคำแปลไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนสาระสำคัญของเอกสาร

ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบบ่อยคือ คำแปลที่ถูกต้องในเชิงภาษา แต่ไม่สอดคล้องกับบริบททางกฎหมาย คำบางคำอาจแปลได้หลายความหมายในภาษาทั่วไป แต่ให้ผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในคดีสัญญา คดีพาณิชย์ หรือคดีที่มีข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างประเทศ ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการตีความสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดของคู่ความได้ทันที

ด้วยเหตุนี้ การแปลเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลจึงไม่ใช่เพียงงานแปลภาษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางคดี คำแปลที่ดีต้องสามารถสะท้อนสาระของต้นฉบับได้อย่างถูกต้องในเชิงกฎหมาย มีความชัดเจนเพียงพอสำหรับการบังคับใช้ และไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในกระบวนพิจารณา

ในคดีที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ การให้ความสำคัญกับคำแปลตั้งแต่ต้น รวมถึงการตรวจสอบคำแปลของคู่ความฝ่ายตรงข้ามอย่างรอบคอบ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายที่ไม่ควรมองข้าม

 

บริการของเรา

เราให้บริการแปลเอกสารภาษาต่างประเทศเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการศาล โดยคำนึงถึงความถูกต้องในเชิงกฎหมาย ความครบถ้วนของเนื้อหา และความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในกระบวนพิจารณาคดี นอกจากนี้ เรายังให้บริการตรวจสอบและประเมินคำแปลเอกสารที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามยื่นต่อศาล ว่ามีความถูกต้อง สอดคล้องกับต้นฉบับ และไม่บิดเบือนสาระสำคัญในทางกฎหมาย

การแปลและการตรวจคำแปลในบริบทของศาล ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคดีอย่างรอบคอบ หากเอกสารมีความสำคัญต่อผลคดี การจัดการคำแปลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในกระบวนการพิจารณาได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปรึกษาเราก่อนได้ โดยแชทมาทางปุ่มด้านขวา หรือช่องทางดังต่อไปนี้

📧 Email: wpk.notary@gmail.com
📍Facebook: WPK Notary
📲Line: @519clses