หลายท่านที่ต้องเตรียมเอกสารไปทำงาน เรียนต่อ จดทะเบียนสมรส หรือทำธุรกิจกับฝั่งจีน มักเข้าใจผิดว่าตอนนี้สามารถใช้ Apostille รับรองเอกสารไทยไปใช้ที่จีนได้แล้ว เพราะเห็นข่าวว่าไทยเข้าร่วมอนุสัญญากรุงเฮกแล้ว ในทางกลับกัน บางท่านที่ต้องนำเอกสารจากจีน เช่น ใบทะเบียนสมรส หรือหนังสือรับรองบริษัท มาใช้ในไทย ก็ไม่แน่ใจว่าต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้างก่อนหน่วยงานไทยจะรับเอกสาร บทความนี้สรุปสถานะล่าสุดของการรับรองเอกสารระหว่างไทย-จีนทั้งสองทิศทาง เพื่อให้ท่านเตรียมตัวได้ถูกต้องและไม่เสียเวลา
สรุปสั้น (TL;DR)
| ปัจจุบัน การรับรองเอกสารระหว่างไทยกับจีนยังคงต้องใช้กระบวนการ "รับรองนิติกรณ์เต็มรูปแบบ" (Full Legalization) ไม่สามารถใช้ Apostille ได้ แม้ว่าจีนจะเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มาตั้งแต่ปี 2566 แล้วก็ตาม เพราะไทยเพิ่งยื่นภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เท่านั้น จนกว่าจะถึงวันดังกล่าว เอกสารทุกฉบับที่จะใช้ข้ามพรมแดนไทย-จีนต้องผ่านขั้นตอนแปล → รับรองนิติกรณ์ในประเทศต้นทาง → รับรองโดยสถานทูต/สถานกงสุลของประเทศปลายทาง ตามลำดับ |
1. ทำไม Apostille ยังใช้กับไทย-จีนไม่ได้ในตอนนี้
อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ว่าด้วย Apostille จะใช้แทนกระบวนการรับรองผ่านสถานทูต/กงสุลได้ ก็ต่อเมื่อ ทั้งประเทศต้นทางและปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาแล้วทั้งคู่
| ประเทศ | สถานะภาคี | วันมีผลบังคับใช้ |
| จีน (แผ่นดินใหญ่) | เป็นภาคีแล้ว | 7 พฤศจิกายน 2566 |
| ไทย | ยื่นภาคยานุวัติแล้ว แต่ยังไม่มีผล | 28 กุมภาพันธ์ 2570 |
เนื่องจากไทยยังไม่เป็นภาคีที่มีผลบังคับใช้ ระบบ Apostille ระหว่างสองประเทศจึงยังใช้ไม่ได้จนกว่าจะถึงวันดังกล่าว ทั้งนี้ ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นภาคีอนุสัญญานี้มาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2508 และ 2512 ตามลำดับ และยังคงสถานะภาคีต่อเนื่อง แต่ ใช้คนละระบบกับจีนแผ่นดินใหญ่ จึงควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเอกสารของท่านเกี่ยวข้องกับพื้นที่ใด
2. ขั้นตอนปัจจุบัน: เอกสารไทย → ใช้ในจีน
- แปลเอกสาร เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน โดยผู้แปลที่หน่วยงานปลายทางยอมรับ
- รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทย (ทั้งต้นฉบับและคำแปล)
- รับรองโดยสถานทูต/สถานกงสุลจีนประจำประเทศไทย ผ่านศูนย์บริการที่ได้รับมอบหมาย (Visa for China Service Center)
ทั้งนี้ ไม่ใช่เอกสารทุกประเภทที่ต้องผ่านการรับรองโดย Notarial Services Attorney ก่อนขั้นตอนที่ 2 เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางในจีน ควรตรวจสอบเป็นรายกรณี
3. ขั้นตอนปัจจุบัน: เอกสารจีน → ใช้ในไทย
- รับรองโนตารีในจีน และรับรองโดยหน่วยงานต่างประเทศของจีน (ระดับมณฑลหรือส่วนกลาง)
- รับรองโดยสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง หรือสถานกงสุลใหญ่ไทยที่มีเขตอำนาจ
- เมื่อเอกสารมาถึงไทยแล้ว แปลเป็นภาษาไทย และรับรองคำแปลให้ถูกต้องตามที่หน่วยงานปลายทางในไทยกำหนด
4. สิ่งที่จะเปลี่ยนไปหลัง 28 กุมภาพันธ์ 2570
เมื่ออนุสัญญามีผลบังคับใช้กับไทยแล้ว เอกสารไทย-จีนจะสามารถใช้ใบรับรอง Apostille ใบเดียวแทนขั้นตอนรับรองหลายชั้นได้ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางทุกครั้ง ว่าจะยอมรับเอกสารรูปแบบ Legalization เดิม หรือรอ Apostille เท่านั้น และแม้ถึงวันดังกล่าวแล้ว ก็ยังควรติดตามประกาศจากกรมการกงสุลว่าหน่วยงานใดในไทยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ออก Apostille อย่างเป็นทางการ
ให้ WPK Notary and Translation Services ช่วยดำเนินการให้ท่าน
การรับรองเอกสารข้ามประเทศมีหลายขั้นตอนและมักเปลี่ยนแปลงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ (ดังกรณี Apostille ที่กำลังจะมีผลกับไทยในปี 2570) WPK Notary and Translation Services ให้บริการครบวงจรสำหรับเอกสารที่ต้องใช้ระหว่างไทย-จีน ได้แก่:
- แปลเอกสารทางกฎหมาย (ไทย ↔ อังกฤษ ↔ จีน) โดยนักแปลมืออาชีพ
- รับรองนิติกรณ์เอกสารเบื้องต้น (Notarial Services Attorney) ในกรณีที่หน่วยงานปลายทางกำหนด
- ประสานงานยื่นรับรองที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูต/สถานกงสุลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นแทนท่านได้ผ่านหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney)
- ให้คำปรึกษาเฉพาะกรณี พร้อมติดตามความคืบหน้าและแจ้งอัปเดตทุกขั้นตอน จนกว่าเอกสารจะพร้อมใช้งานจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตอนนี้ใช้ Apostille รับรองเอกสารไปจีนได้หรือยัง?
A: ยังไม่ได้ เอกสารไทยที่จะใช้ในจีนยังต้องผ่านกระบวนการ Legalization เต็มรูปแบบ จนกว่าอนุสัญญา Apostille จะมีผลบังคับใช้กับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570
Q: จีนใช้ Apostille กับเอกสารไทยได้เลยไหม เพราะจีนเป็นภาคีแล้ว?
A: ไม่ได้ เพราะระบบ Apostille ต้องใช้ระหว่างสองประเทศที่เป็นภาคีทั้งคู่ ตราบใดที่ไทยยังไม่มีผลบังคับใช้ ก็ต้องใช้กระบวนการ Legalization แบบเดิมกับทุกประเทศคู่สัญญา รวมถึงจีน
Q: เอกสารที่รับรองแบบ Legalization ไว้ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2570 จะยังใช้ได้หลังจากนั้นไหม?
A: โดยหลักการเอกสารที่รับรองถูกต้องตามกระบวนการ ณ ขณะนั้นยังคงมีผลตามกฎหมาย แต่ควรตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางเป็นรายกรณี เนื่องจากแนวปฏิบัติอาจแตกต่างกัน
Q: ใช้เวลานานแค่ไหนในการรับรองเอกสารไทย-จีนแบบ Full Legalization?
A: ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและปริมาณงานของแต่ละหน่วยงานในช่วงนั้น ควรวางแผนล่วงหน้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินระยะเวลาที่แม่นยำสำหรับเอกสารของท่าน
Q: เอกสารจากฮ่องกงหรือมาเก๊า ใช้ขั้นตอนเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่?
A: ไม่เหมือนกัน ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2508 และ 2512 ตามลำดับ จึงอาจมีแนวปฏิบัติต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ ควรตรวจสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสำหรับเอกสารและวัตถุประสงค์เฉพาะของท่าน
โดยสามารถทักแชทที่อยู่ทางด้านขวา หรือตามช่องทางต่อไปนี้ (ไลน์จะตอบไวที่สุด) 📧 Email: wpk.notary@gmail.com 📍 Facebook: WPK Notary 📲 Line: @519clses |
แหล่งอ้างอิง
• Hague Conference on Private International Law (HCCH) — ประกาศภาคยานุวัติของไทย, 30 มิถุนายน 2569
• EY Global — China Mainland becomes a signatory to the Apostille Convention
• กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทย (consular.mfa.go.th)
• Visa for China Service Center กรุงเทพฯ (visaforchina.cn)