การแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดี: เตรียมอย่างไรให้ถูกต้อง ตั้งแต่ก่อนฟ้องจนถึงบังคับคดี
เมื่อคดีมีคู่สัญญา พยาน หรือเอกสารจากต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง การแปลเอกสารอาจกลายเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมและดำเนินคดีทันที ไม่ว่าจะเป็นสัญญาภาษาอังกฤษ อีเมลโต้ตอบกับคู่ค้า รายการเดินบัญชี หนังสือรับรองบริษัท คำให้การของพยาน หรือคำพิพากษาที่ออกโดยศาลต่างประเทศ
การแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดี จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนข้อความจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่เป็นการถ่ายทอดข้อเท็จจริง สิทธิ หน้าที่ ข้อกล่าวหา และประเด็นข้อพิพาท โดยต้องรักษาความหมายทางกฎหมายให้สอดคล้องกับเอกสารต้นฉบับมากที่สุด
คำแปลที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้วันครบกำหนดชำระเงินเปลี่ยนไป ขอบเขตความรับผิดของคู่สัญญาไม่เหมือนเดิม หรือข้อความในอีเมลซึ่งเดิมเป็นเพียงการเจรจากลับถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหนี้ได้
การแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดีคืออะไร
การแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดี หรือ Litigation Document Translation หมายถึงการแปลเอกสารที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อพิพาท เตรียมคดี ยื่นต่อศาล ต่อสู้คดี เจรจาระงับข้อพิพาท หรือดำเนินการภายหลังมีคำพิพากษา
งานประเภทนี้ครอบคลุมมากกว่าการแปลเอกสารที่ยื่นต่อศาลโดยตรง เพราะเอกสารบางฉบับอาจยังไม่ถูกนำเข้าสู่สำนวน แต่ทนายความจำเป็นต้องใช้เพื่อพิจารณาว่าควรฟ้องคดีหรือไม่ มีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง และมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยอาจได้รับหนังสือทวงถามจากคู่ค้าต่างประเทศ หรือมีอีเมลภาษาอังกฤษหลายร้อยฉบับที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบสินค้า แม้เอกสารทั้งหมดจะยังไม่ถูกยื่นต่อศาล แต่จำเป็นต้องแปลและจัดลำดับข้อมูลเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางดำเนินคดี
เอกสารประเภทใดที่มักต้องใช้ในการดำเนินคดี
เอกสารที่ต้องแปลขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีและประเทศที่ดำเนินกระบวนพิจารณา โดยเอกสารที่พบบ่อย ได้แก่
1. คำคู่ความและเอกสารในกระบวนพิจารณา
เช่น คำฟ้อง คำให้การ คำร้อง คำแถลง อุทธรณ์ ฎีกา คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ Affidavit และเอกสารที่ใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลหรืออนุญาโตตุลาการ
เอกสารประเภทนี้มีโครงสร้างและถ้อยคำทางกฎหมายเฉพาะ การแปลจึงต้องรักษาสถานะของคู่ความ ลำดับข้อกล่าวอ้าง คำขอท้ายฟ้อง และความเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานแต่ละรายการให้ครบถ้วน
2. สัญญาและเอกสารทางธุรกิจ
เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง สัญญากู้ยืม หนังสือค้ำประกัน ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ รายงานการส่งมอบสินค้า และข้อกำหนดหรือเงื่อนไขทางการค้า
ในคดีสัญญา คำว่า “shall”, “may”, “reasonable efforts”, “indemnify”, “terminate” หรือ “without prejudice” อาจมีนัยทางกฎหมายแตกต่างจากความหมายทั่วไป ผู้แปลจึงต้องพิจารณาบริบทของสัญญาทั้งฉบับ ไม่ใช่แปลแยกเป็นประโยคโดยไม่คำนึงถึงผลทางกฎหมาย
3. อีเมล ข้อความสนทนา และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ปัจจุบันข้อพิพาทจำนวนมากมีอีเมล ข้อความในแอปพลิเคชัน บันทึกการประชุม หรือข้อมูลจากระบบออนไลน์เป็นพยานหลักฐานสำคัญ
การแปลเอกสารประเภทนี้ต้องรักษาวันที่ เวลา ชื่อผู้ส่ง ผู้รับ ลำดับข้อความ และบริบทของการสนทนา รวมถึงควรระบุให้ชัดเจนหากมีข้อความถูกลบ ข้อความไม่สมบูรณ์ ภาพประกอบ หรือสิ่งที่ผู้แปลไม่สามารถอ่านได้จากต้นฉบับ
4. เอกสารเกี่ยวกับบริษัทและบุคคล
เช่น หนังสือรับรองบริษัท รายชื่อกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือรับรองการทำงาน เอกสารแสดงตัวบุคคล สูติบัตร ทะเบียนสมรส ใบเปลี่ยนชื่อ และเอกสารราชการจากต่างประเทศ
ชื่อบุคคล ชื่อนิติบุคคล เลขทะเบียน และตำแหน่งของผู้มีอำนาจต้องตรงกับเอกสารอ้างอิงอื่นในคดี หากใช้การสะกดชื่อหลายรูปแบบ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลเดียวกันหรือไม่
5. รายงานผู้เชี่ยวชาญและเอกสารทางเทคนิค
เช่น รายงานตรวจสอบบัญชี รายงานทางวิศวกรรม รายงานทางการแพทย์ ผลการตรวจวิเคราะห์ หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
เอกสารเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจภาษา กฎหมาย และเนื้อหาทางวิชาชีพ การเลือกคำที่ไม่ตรงกับศัพท์เฉพาะอาจทำให้ข้อสรุปหรือระดับความแน่นอนของผู้เชี่ยวชาญเปลี่ยนแปลงไป
6. คำพิพากษา คำสั่งศาล และคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ
คำพิพากษาหรือคำสั่งอาจต้องแปลเพื่อให้ทนายความต่างประเทศวิเคราะห์คดี ใช้ประกอบการรับรองสิทธิ หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในอีกประเทศหนึ่ง
การแปลต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง เหตุผลในการวินิจฉัย ผลของคำสั่ง และส่วนที่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ของคู่ความ
เอกสารภาษาต่างประเทศที่จะยื่นศาลไทยต้องแปลหรือไม่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม กำหนดว่า หากต้นฉบับเอกสารที่ส่งต่อศาลจัดทำเป็นภาษาต่างประเทศ ศาลให้ฝ่ายที่ยื่นจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรอง และยื่นคำแปลแนบกับต้นฉบับ
ดังนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องแปลเอกสารทุกฉบับทั้งหมดในรูปแบบเดียวกันเสมอไป ศาลอาจพิจารณาให้แปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญตามเนื้อหาและประเด็นแห่งคดี
อย่างไรก็ตาม ในทางเตรียมคดี คู่ความควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่าเอกสารส่วนใดเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างหรือข้อต่อสู้ เพราะการรอให้ศาลมีคำสั่งแล้วจึงเริ่มแปลอาจทำให้เสียเวลาและกระทบต่อกำหนดนัดหรือระยะเวลายื่นเอกสารได้
ต้องแปลเอกสารทั้งฉบับหรือแปลเฉพาะส่วนสำคัญ
การแปลเฉพาะส่วนสำคัญอาจเหมาะกับเอกสารที่มีจำนวนมาก หรือมีเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นคดี เช่น รายงานประจำปีหลายร้อยหน้า สัญญาหลักพร้อมเอกสารแนบจำนวนมาก หรืออีเมลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
แต่การแปลเฉพาะบางส่วนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะข้อความก่อนหน้าและหลังข้อความที่เลือกอาจส่งผลต่อความหมาย การแปลเพียงประโยคเดียวโดยตัดออกจากบริบทอาจทำให้เข้าใจเจตนาของผู้เขียนผิดไป
แนวทางที่เหมาะสมคือให้ทนายความหรือผู้รับผิดชอบคดีช่วยระบุประเด็นที่ต้องพิสูจน์ จากนั้นจึงกำหนดขอบเขตการแปล และแสดงให้ชัดเจนว่าคำแปลครอบคลุมหน้าใด ย่อหน้าใด หรือส่วนใดของเอกสารต้นฉบับ
คำแปลประกอบคดีต้องมีคำรับรองหรือไม่
คำว่า “รับรองคำแปล” “รับรองโดย Notarial Services Attorney” และ “รับรองนิติกรณ์” มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ
คำรับรองความถูกต้องของคำแปล
เป็นข้อความที่ผู้แปลหรือผู้ให้บริการแปลรับรองว่า คำแปลถูกต้องและครบถ้วนตามเอกสารต้นฉบับที่ได้รับ โดยควรระบุภาษาต้นทาง ภาษาปลายทาง ชื่อเอกสาร วันที่ และข้อมูลของผู้รับรองคำแปลอย่างชัดเจน
มาตรา 46 วรรคสามกล่าวถึงการยื่นคำแปล “โดยมีคำรับรอง” แต่ไม่ได้กำหนดว่าคำแปลทุกกรณีจะต้องผ่าน Notarial Services Attorney เสมอไป
การรับรองโดย Notarial Services Attorney
อาจจำเป็นเมื่อหน่วยงานปลายทางต้องการให้มีการรับรองลายมือชื่อผู้แปล การรับรองสำเนา หรือการรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงนามในเอกสาร ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์และข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร
การรับรองนิติกรณ์หรือการรับรองเพื่อใช้ต่างประเทศ
เมื่อจะนำเอกสารไปใช้ในกระบวนพิจารณาของต่างประเทศ อาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ สถานทูต กงสุล หรือขั้นตอนอื่นตามประเทศปลายทาง
ก่อนเริ่มแปลจึงควรสอบถามศาล ทนายความ หรือหน่วยงานปลายทางให้ชัดเจนว่า ต้องการเพียงคำแปลพร้อมคำรับรอง หรือต้องดำเนินการรับรองเอกสารเพิ่มเติมด้วย
การแปลเอกสารประกอบคดีต่างจากงานแปลทั่วไปอย่างไร
ต้องรักษาความหมายทางกฎหมาย
ผู้แปลไม่ควรแก้ไขถ้อยคำให้ฟังดูดีขึ้น หรือเติมคำอธิบายที่ไม่มีอยู่ในต้นฉบับ เพราะหน้าที่ของคำแปลคือสะท้อนข้อความในเอกสารเดิม ไม่ใช่ปรับเนื้อหาเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากต้นฉบับใช้ถ้อยคำกำกวม คำแปลก็ควรรักษาระดับความกำกวมนั้นไว้เท่าที่สามารถทำได้ ไม่ควรเลือกความหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีฐานจากต้นฉบับ
ต้องใช้คำศัพท์อย่างสม่ำเสมอ
ชื่อคู่ความ ตำแหน่ง เอกสารอ้างอิง และคำจำกัดความในสัญญาต้องใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งชุดเอกสาร
ตัวอย่างเช่น หากแปลคำว่า “Purchaser” ว่า “ผู้ซื้อ” แล้ว ไม่ควรเปลี่ยนเป็น “ผู้สั่งซื้อ” หรือ “ผู้รับสินค้า” ในส่วนอื่น เว้นแต่ต้นฉบับใช้คำต่างกันจริง เพราะอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหมายถึงบุคคลเดียวกันหรือไม่
ต้องตรวจตัวเลข วันที่ และจำนวนเงินเป็นพิเศษ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในงานแปลประกอบคดีคือการสลับวันกับเดือน ใส่จุดทศนิยมผิด แปลงสกุลเงินโดยไม่มีคำอธิบาย หรือพิมพ์เลขบัญชีและเลขทะเบียนไม่ตรงกับต้นฉบับ
ข้อมูลเหล่านี้ควรผ่านการตรวจสอบแยกจากการตรวจภาษา เพราะอาจเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท
ต้องรักษารูปแบบที่ช่วยให้ตรวจเทียบได้
คำแปลควรจัดหน้า เลขข้อ ตาราง หัวข้อ และหมายเลขเอกสารให้สามารถตรวจเทียบกับต้นฉบับได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทนายความ ศาล หรือคู่ความอีกฝ่ายต้องอ้างถึงข้อความเฉพาะหน้าและเฉพาะข้อ
หากต้นฉบับมีตราประทับ ลายมือชื่อ ข้อความเขียนด้วยมือ หรือส่วนที่อ่านไม่ชัด ควรระบุสถานะดังกล่าวในคำแปล ไม่ควรเดาข้อความขึ้นเอง
ขั้นตอนการแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดีที่เหมาะสม
1. ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเอกสาร
ผู้ให้บริการควรทราบว่าเอกสารจะใช้เพื่อประเมินคดี ใช้เจรจา ยื่นต่อศาลไทย ส่งให้ทนายความต่างประเทศ หรือใช้ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพราะวัตถุประสงค์ส่งผลต่อรูปแบบ ภาษา และการรับรองที่ต้องใช้
2. กำหนดขอบเขตและกำหนดเวลา
ควรระบุจำนวนหน้า ภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง วันนัดศาล วันครบกำหนดยื่นเอกสาร และส่วนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
หากมีเอกสารจำนวนมาก อาจแบ่งเป็นเอกสารเร่งด่วน เอกสารสำคัญต่อประเด็นคดี และเอกสารที่ใช้ประกอบทั่วไป เพื่อบริหารเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
3. จัดทำรายการคำศัพท์และชื่อเฉพาะ
คดีที่มีเอกสารหลายฉบับควรมีรายการชื่อคู่ความ ชื่อนิติบุคคล ตำแหน่ง คำจำกัดความ และคำศัพท์เฉพาะ เพื่อให้ผู้แปลและผู้ตรวจใช้คำในแนวทางเดียวกัน
4. แปลและตรวจเทียบกับต้นฉบับ
การตรวจควรครอบคลุมทั้งความหมาย ภาษา ตัวเลข วันที่ ชื่อบุคคล เลขข้อ เอกสารแนบ และการอ้างอิงข้ามเอกสาร ไม่ควรตรวจเฉพาะความลื่นไหลของภาษาเท่านั้น
5. ตรวจรูปแบบคำรับรอง
เมื่อจำเป็นต้องมีคำรับรอง ควรตรวจว่าข้อความรับรอง ชื่อผู้แปล วันที่ และข้อมูลเอกสารตรงกับข้อกำหนดของศาลหรือหน่วยงานปลายทาง
6. จัดส่งในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้จริง
ผู้ว่าจ้างอาจต้องการทั้งไฟล์ PDF สำหรับยื่นหรือพิมพ์ และไฟล์ Word สำหรับให้ทนายความตรวจทานหรืออ้างข้อความในเอกสารอื่น การกำหนดรูปแบบไฟล์ตั้งแต่ต้นช่วยลดการจัดทำเอกสารซ้ำในภายหลัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปลเอกสารคดี
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ได้แก่ การใช้ระบบแปลอัตโนมัติเป็นคำแปลฉบับสุดท้ายโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ การสะกดชื่อคู่ความไม่ตรงกัน การข้ามตราประทับหรือลายมือชื่อ การแปลข้อความไม่ครบ และการใช้คำกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะคดี
อีกปัญหาหนึ่งคือการเริ่มแปลโดยยังไม่ตรวจสอบข้อกำหนดของศาลหรือประเทศปลายทาง เมื่อแปลเสร็จแล้วจึงพบว่าต้องใช้รูปแบบคำรับรองเฉพาะ หรือต้องดำเนินการรับรองเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ต้องแก้ไขหรือจัดทำเอกสารใหม่
ใช้ AI หรือโปรแกรมแปลเอกสารประกอบคดีได้หรือไม่
เครื่องมือแปลอัตโนมัติสามารถช่วยค้นหาคำศัพท์หรือทำความเข้าใจเนื้อหาเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นคำแปลฉบับสุดท้ายสำหรับเอกสารที่อาจมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ หรือผลของคดีโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ระบบอัตโนมัติอาจไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างคำทั่วไปกับคำที่มีความหมายเฉพาะทางกฎหมาย รวมถึงอาจละข้อความ แปลประโยคปฏิเสธผิด หรือเปลี่ยนระดับความแน่นอนของข้อความต้นฉบับ
นอกจากนี้ เอกสารคดีมักมีข้อมูลส่วนบุคคล ความลับทางธุรกิจ หรือข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงควรตรวจสอบมาตรการรักษาความลับและวิธีประมวลผลข้อมูลก่อนนำเอกสารเข้าสู่ระบบออนไลน์ใด ๆ
ควรเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อขอใบเสนอราคา
เพื่อให้ประเมินขอบเขตงานได้ถูกต้อง ควรแจ้งข้อมูลต่อไปนี้พร้อมไฟล์เอกสารตัวอย่าง
- ภาษาต้นทางและภาษาที่ต้องการแปล
- จำนวนหน้าและประเภทเอกสาร
- ประเทศ ศาล หรือหน่วยงานที่จะนำไปใช้
- กำหนดวันที่ต้องได้รับเอกสาร
- ต้องการคำรับรอง Notarial Services Attorney หรือนิติกรณ์เพิ่มเติมหรือไม่
- ต้องการแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วน
- ต้องการไฟล์ Word, PDF หรือฉบับกระดาษ
หากเอกสารมีจำนวนมาก สามารถส่งสารบัญหรือเอกสารตัวอย่างเพื่อประเมินรูปแบบและวางแผนการดำเนินงานก่อนได้
บริการแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดีโดย WPK
WPK Notary and Translation Services ให้บริการแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดี แปลเอกสารยื่นศาล และแปลเอกสารทางกฎหมายสำหรับบุคคล บริษัท สำนักงานกฎหมาย และผู้ประกอบธุรกิจที่มีข้อพิพาทในประเทศไทยหรือต่างประเทศ
บริการครอบคลุมการแปลคำฟ้อง คำให้การ สัญญา อีเมล พยานเอกสาร หนังสือรับรองบริษัท หนังสือมอบอำนาจ Affidavit คำพิพากษา คำสั่งศาล และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมตรวจสอบความสม่ำเสมอของคำศัพท์ ชื่อคู่ความ วันที่ ตัวเลข และเอกสารอ้างอิง
ในกรณีที่เอกสารต้องมีคำรับรองหรือดำเนินการรับรองเพื่อใช้ในต่างประเทศ สามารถส่งรายละเอียดของหน่วยงานปลายทางมาให้ตรวจสอบก่อนเริ่มงาน เพื่อกำหนดขั้นตอนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเอกสาร
ติดต่อเพื่อส่งเอกสารและขอใบเสนอราคาได้ที่
Email: wpk.notary@gmail.com
Line: @519clses
Facebook: WPK Notary
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแปลเอกสารประกอบการดำเนินคดี
เอกสารภาษาอังกฤษยื่นศาลไทยได้เลยหรือไม่
เมื่อมีการส่งต้นฉบับเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาล ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่ยื่นจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม ดังนั้นควรเตรียมคำแปลไว้ล่วงหน้าเมื่อทราบว่าจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐาน
คำแปลยื่นศาลต้องรับรองโนตารีทุกฉบับหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องรับรองโดย Notarial Services Attorney ทุกกรณี มาตรา 46 กล่าวถึงคำแปลที่มีคำรับรอง แต่รูปแบบการรับรองเพิ่มเติมต้องพิจารณาจากคำสั่งศาล ประเภทเอกสาร และข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง
สามารถแปลเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีได้หรือไม่
สามารถกำหนดให้แปลเฉพาะส่วนสำคัญได้ในบางกรณี แต่ควรให้ทนายความหรือผู้รับผิดชอบคดีช่วยกำหนดขอบเขต และต้องระบุให้ชัดเจนว่าคำแปลครอบคลุมส่วนใดของต้นฉบับ
การแปลเอกสารคดีใช้เวลานานเท่าไร
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า ภาษา ความซับซ้อนของเนื้อหา คุณภาพของไฟล์ต้นฉบับ และรูปแบบการรับรอง หากมีวันนัดศาลหรือวันครบกำหนดยื่นเอกสาร ควรแจ้งตั้งแต่ขอใบเสนอราคา
ส่งเอกสารลับให้ผู้แปลต้องระวังอะไร
ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรการรักษาความลับ จำกัดการเข้าถึงเอกสาร และแจ้งล่วงหน้าหากต้องการให้ลงนามในข้อตกลงรักษาความลับหรือ NDA